ข่าวปนคน คนปนข่าว

** ฟาดมาฟาดกลับ ตำรวจงัดคดีเก่าสรุปสำนวนฟ้อง “ทนายตั้ม” ในจังหวะคดีลุงพลที่จะฟ้องกลับ ผบ.ตร.

เรียกว่าห้ามกระพริบตากันเลยทีเดียวสำหรับ “คดีลุงพล” ไชย์พล วิภา ที่ถูกกระพือให้เป็นวาระแห่งชาติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากที่ฝ่ายผู้ต้องหามี “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด รับว่าความหลังชนฝา นำลุงพลเข้ายืมมือ “สิระ เจนจาคะ” ประธานกรรมาธิการกฎหมายฯ สภาผู้แทน พร้อมป่าวประกาศจะฟ้อง “พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข” ผบ.ตร. กรณี ฟ้องเท็จลูกความ

พลันนี้ จะบังเอิญหรือตั้งใจไม่อาจทราบได้ เห็นว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งว่าพนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี ได้สรุปสำนวนพร้อมความเห็นสั่งฟ้อง “ษิทรา เบี้ยบังเกิด” ให้กับพนักงานอัยการจังหวัดมีนบุรี ในคดีที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สน.ศาลาแดง ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี เมื่อเดือนพ.ค.62 ว่า ถูกนำเอกสารบัตรข้าราชการตำรวจไปปลอมแปลงลายเซ็น เพื่อใช้ในการยื่นต่อศาลในการขอลดโทษ พ.ร.บ. ยาเสพติด มาตรา 100/2 ในคดี “น.ส.อาเมเรีย จาคอป” หรือ “เอมี่ ธิดาวานร” อดีตนางเอกสาวชื่อดัง ตกเป็นจำเลย

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนเรื่อยมาจนกระทั่งศาลจังหวัดมีนบุรี ได้ออกหมายจับ”ทนายตั้ม ษิทรา” ตามมาตรา 180 ผู้ใดนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดย”ทนายษิทรา” นั้น ถูกตำรวจจับกุมตั้งแต่เดือนก.พ.63 และได้รับการประกันตัวออกมาสู้คดี

ถ้ายังจำกันได้ คดีการจับกุม “เอมี่ ธิดาวานร” เกิดขึ้นเมื่อกลางดึก วันที่ 19 ก.ย. 60 ตำรวจ 191 ได้ทำการจับกุมตัว “ปุณยวัจน์ หิรัณย์เตชะ” และแฟนสาว ซึ่งก็คือ “น.ส.อาเมเรีย จาคอป” ในคดีร่วมกันครอบครองยาเสพติด ส่งพนักงานสอบสวนสน.สายไหม ดำเนินคดี หลังจากนั้นได้ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ และมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองไปยังศาลอาญามีนบุรี และ 21 ส.ค. 61 ศาลอาญามีนบุรี ได้มีคำพิพากษาชั้นต้น ลงโทษจำคุกฝ่ายชาย ปุณยวัจน์ มีกำหนด 25 ปี และยกฟ้องน.ส.อาเมเรีย

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

ต่อมา 11 ก.ย.61 “อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์” ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้นำหลักฐานเข้าร้องเรียนกับพล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น.ในขณะนั้น ว่ามีการวิ่งเต้น “ล้มคดี” โดยใช้เรื่อง มาตรา 100/2 ของพ.ร.บ.ยาเสพติด ทำให้ “ด.ต.สิทธิศักดิ์ สุทธิประสิทธิ์” ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.ศาลาแดง ถูกดำเนินการทางวินัย โดยถูกกล่าวหาว่าได้มีการนำสำเนาบันทึกการจับกุม “ศุภกิจ” ผู้ต้องหาพร้อมด้วยของกลางยาบ้า จำนวน 40,000 เม็ด โดย ด.ต.สิทธิศักดิ์ เป็นผู้ร่วมจับกุม พร้อมด้วยสำเนา บัตรข้าราชการที่มีการรับรองสำเนาถูกต้อง ยื่นต่อศาลจังหวัดมีนบุรี แล้วให้ ปุณยวัจน์ เบิกความว่าเป็นผู้ให้ข้อมูลรายสำคัญกับด.ต.สิทธิศักดิ์ จนเป็นเหตุให้มีการจับกุม ศุภกิจ ซึ่งข้อเท็จจริง ด.ต. สิทธิศักดิ์ ไม่เคยรู้จักกับกลุ่มผู้ต้องหานี้ และไม่เคยนำสำเนาบันทึกจับกุม ศุภกิจ และสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการไปให้กลุ่มผู้ต้องหาแต่อย่างใด

ต่อมาวันที่ 8 พ.ค.62 “ด.ต.สิทธิศักดิ์” ได้มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.มีนบุรี ให้ดำเนินคดีกับ “ษิทรา เบี้ยบังเกิด,อาคม คงสวัสดิ์,ปุณยวัจน์ หิรัณย์เตชะ และ ทอมมี่ จาคอป” ในฐานความผิดร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารปลอมในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.63 ศาลอุทธรณ์ สั่งแก้โทษจำคุก “น.ส.อาเมเรีย” เป็นจำคุกตลอดชีวิต ปรับ 1 ล้านบาท แต่คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือคุก 33 ปี 4 เดือน ปรับ 6.6 แสนบาท

ขณะที่ “น.ส.อาเมเรีย” มีรายงานว่าได้เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปยังประเทศดูไบ ตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.62

งานนี้ สังเกตดีๆ เหมือนหนังม้วนเก่าถูกนำมาฉายวนดูซ้ำ แถมตัวละครมวยคู่อาฆาต ระหว่าง “ทนายตั๊ม” กับ “อัจฉริยะ” ครั้งนั้น ก็กลับมายืนซดกันคนละฝั่ง ทนายตั้มอยู่คู่ ลุงพล ขณะที่ อัจฉริยะ ช่วยแม่น้องชมพู่ โดยมี ผบ.ตร. หลบอยู่หลังฉาก เช่นเคย

เรื่องคดี”ลุงพล” มาถึงจุดเดือดปุดๆแต่ละฝ่ายเล่นฟาดมาก็ฟาดกลับ จะดำเนินต่อไปอย่างไรก็โปรดติดตามกันต่อไป.

**งานเข้า “สิระ หิวแสง” พา”ลุงพล”ผู้ต้องหาคดีน้องชมพู่ แถลงข่าวที่รัฐสภา จะเรียกผบ.ตร. และพนักงานสอบสวนมาชี้แจง เล่นเอา ลุงตู่-ลุงป้อม ควันออกหู

ทั้งภาพและข่าวที่ “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.พลังประชารัฐ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้การต้อนรับ “ลุงพล” ไชย์พล วิภา ผู้ต้องหาในคดีการเสียชีวิตน้องชมพู่ พร้อมด้วย “ป้าแต๋น” สมพร หลาบโพธิ์ ภรรยา และ “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด ที่มาร้องเรียนเรื่องถูกออกหมายจับ และไม่ยอมรับการมอบตัว

มีการแถลงข่าวที่โถงรัฐสภา “สิระ” ถึงกับบอกว่าจะเรียก ผบ.ตร. และพนักงานสอบสวน ให้มาชี้แจงกับคณะกมธ.กฎหมายฯ ตอนท้ายยัง ยืนยิ้มแป้น ให้ผู้ต้องหาคนดังผูกผ้าที่เอว ใครเห็นก็ต้องตีความว่า “สิระ” ยืนอยู่ข้าง “ลุงพล”

เรื่องนี้ทำเอา”ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงกับออกมาตำหนิแรงๆ ว่า เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย มีการเอาผู้ต้องหามาแถลงข่าวสู้คดีกันที่รัฐสภากันแล้วหรือ … เช่นเดียวกับ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็บอกว่า เรื่องนี้ต้องเรียกมาคุยกัน…”เดี๋ยวดูว่าเขาจะมาพูดอะไรกับผม”

ที่มาของการร้องเรียน ตามข่าวที่ปรากฏก่อนหน้านี้ หลังจากศาลออกหมายจับ “ลุงพล” และเจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังไปที่บ้าน”ลุงพล” ในตอนเช้าตรู่ แต่ปรากฏว่า”ลุงพล”ไม่อยู่บ้าน… ต่อมา”ทนายตั้ม” พาลุงพลไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกว่าจะพามามอบตัว เมื่อตำรวจพบตัวผู้ต้องหาตามหมายจับก็ทำการจับกุม ทำให้ “ทนายตั้ม” ให้สัมภาษณ์ว่าเจ้าหน้าที่ทำไม่ถูกต้อง ทั้งการขอออกหมายจับที่ไม่มีพยาน หลักฐานเพียงพอ และไม่ยอมรับการเข้ามอบตัวของผู้ต้องหา พร้อมบอกว่าจะนำเรื่องนี้ไปร้องเรียนกับ กมธ.กฎหมาย สภาผู้แทนราษฎร แล้ว “สิระ” ก็ออกมาเด้งรับ

แต่ล่าสุด “ทนายตั้ม” ได้ไปออกรายการ “โหนกระแส” และได้บอกกับ “หนุ่ม กรรชัย” พิธีกรรายการว่า… ” จริงๆ แล้วท่านสิระให้คนประสานมา ว่าเรื่องนี้จะถูกต้องชอบธรรมหรือเปล่า ผมก็เลยคิดว่าถ้าเรามีช่องทางในการตรวจสอบตรงนี้อีกทาง ผมเลยโทรไปหาท่านสิระด้วยตัวเองว่า เราสามารถร้องเรียนไปที่ท่านได้มั้ย ท่านก็บอกว่าให้ลองทำหนังสือยื่นมา เดี๋ยวให้กรรมาธิการพิจารณา มันก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะใช้ตรวจสอบตำรวจได้”

กลายเป็นว่า”สิระ”เฮ้าเลี่ยน ต้องการโหนกระแส “ลุงพล” ที่คนกำลังให้ความสนใจ ถึงกับเป็นฝ่ายติดต่อไปเอง !!

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ “พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน” ก็ได้ออกมาเบรกว่า การที่ “สิระ” เด้งรับถึงขนาดจะเรียก ผบ.ตร. และพนักงานสอบสวน มาชี้แจงถึงพยาน หลักฐาน ที่ขออนุมัติหมายจับ โดยตั้งประเด็นว่า อาจจะเป็นการขออนุมัติหมายจับโดยมิชอบนั้น ถ้าหาก ผบ.ตร. และพนักงานสอบสวน นำพยานหลักฐานไปชี้แจงต่อกมธ. ก็จะกลายเป็นการไปเปิดถ้วยไฮโลให้ “ทนายลุงพล” แทงเท่านั้นเอง !! แล้วความเป็นธรรมจะอยู่ตรงไหน ? คู่กรณีจะเสียความเป็นธรรมหรือไม่? พนักงานสอบสวน รวมถึงตัว ผบ.ตร.เอง ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบ สวนทั่วราชอาณาจักร จะมีความผิดฐานนำความลับในสำนวนไปเปิดเผยหรือไม่ ?

… อีกทั้งจะเป็นบรรทัดฐานให้ทนายความในคดีอื่นๆ ใช้ช่องทางนี้ ล้วงเอาความลับ ล้วงเอาพยานหลักฐานในสำนวน แล้วกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นจะอยู่กันยังไง… กระผมคิดไม่ออก บอกไม่ถูกจริงๆ !!

ขณะที่ “เชาว์ มีขวด” นักกฎหมาย อดีตรองโฆษกพรรคปชป. ก็ได้ให้ข้อคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า การที่”สิระ”ใช้อาคารรัฐสภา ให้กลุ่มผู้ต้องหามาแถลงข่าวเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมในทางคดี เพราะเรื่องนี้ เป็นอำนาจหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ที่ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรไปก้าวล่วง ไม่เช่นนั้นระบบถ่วงดุลตามระบอบประชาธิปไตยก็จะเสียไป

” ผมแนะให้ถอดบทเรียน คดีบอส อยู่วิทยา ที่ใช้ กมธ.กฎหมาย ยุคสนช.เป็นเครื่องมือ เปลี่ยนรูปคดี จนนำไปสู่ข้อกล่าวหาสมคบคิดเปลี่ยนสำนวน สะเทือนทั้งวงการนิติบัญญัติ และกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว อย่าให้ซ้ำรอยอีกเลยครับ เพราะกมธ.ของสภาฯ ไม่ใช่เครื่องมือในการสร้างความได้เปรียบทางคดีให้กับใครทั้งสิ้น รวมทั้งไม่มีอำนาจที่จะไปชี้ผิด ชี้ถูก ให้กับใคร… และการออกหมายจับ ก็เป็นดุลยพินิจของศาล ที่พิจารณาไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏตามคำร้องขอออกหมายจับของพนักงานสอบสวน… ถ้าเห็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ถูกต้อง นำพยานหลักฐานเป็นเท็จไปเสนอต่อศาล ก็ไปฟ้องร้องต่อศาล ฐานปฏิบัติ หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ไม่ใช่มาร้องที่กมธ.กฎหมาย และถ้าใครปล่อยให้มีการใช้ กมธ.แบบนี้ คนนั้นก็มีความผิดตาม มาตรา157 เช่นกัน”

ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อ”สิระ”รับคำร้อง นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมกมธ.กฎหมาย แล้วจะมีการเดินหน้า เรียก ผบ.ตร.และพนักงานสอบสวนมาให้ข้อมูลหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ คือ”สิระ” ต้องเข้าชี้แจงกับ”ลุงป้อม” ในฐานะหัวหน้าพรรค แล้วดูว่าผลจะออกมาอย่างไร… เรื่องนี้น่าติดตามมากกว่า !!

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO


ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *