นักจัดรายการดัง “วีระ ธีรภัทร” เจอสายเข้าบ่นนายกฯ เปิดประเทศ ทั้งที่ภูมิคุ้มกันหมู่ไปไม่ถึง กางตัวเลขยืดยาวน่ารำคาญ ต้องตัดบทว่าไม่เห็นเกี่ยว ชี้ถ้าเปิดประเทศแล้วมีปัญหาก็ปิดใหม่ พอถามว่าทำธุรกิจอะไร บอกว่าอนุกรรมาธิการการปกครอง พรรคก้าวไกล โดนโวยกลับ พวกการเมืองอย่ามาคุยเลย ถึงเป็นข้อมูลก็ไม่มีใครบ้าสนใจขนาดนั้น หลังวางสายบ่นอุบ “ฟังมึงสองคนสองฝ่าย กูจะทำยังไงกับชีวิตดี”

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. รายการคุยได้คุยดี ทางสถานีวิทยุ เอฟ.เอ็ม. 96.5 เมกะเฮิร์ตซ์ คลื่นความคิด ดำเนินรายการโดย นายวีระ ธีรภัทรานนท์ และนายณัฐพงษ์ ธีระภัทรานนท์ ได้รับสายผู้ฟังรายหนึ่ง ที่ชื่อว่า “ชนะสิทธิ์” มีใจความดังนี้

ปลายสาย : สวัสดีครับอาจารย์ทั้งสอง

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

วีระ : เชิญๆๆ

ปลายสาย : ผมอยากจะแสดงความเห็นเรื่องเกี่ยวกับกรณีนายกรัฐมนตรีแถลงการณ์เปิดประเทศนะครับ วันจันทร์ที่ผ่านมา

วีระ : ได้ครับ

ปลายสาย : มีอยู่ 2 ประเด็นครับ ก็คืออยากจะแสดงความเห็นนะฮะ ประเด็นแรกก็คือว่า ประเทศไทยเนี่ยฮะ เราก็ต้องยอมรับตรงนี้เลยว่า เฮิร์ดอิมมูนิตี (Herd Immunity หรือ ภูมิคุ้มกันหมู่) ของเรายังไปไม่ถึง อาจจะมีความผิดพลาด ผิดแล้วผิดอีกหรืออะไรก็ตาม เรื่องของการจัดการวัคซีน ทุกวันนี้ตัวเลข 2 โดสกับประชากรคนไทย ก็คืออยู่ที่ 33-34% ก็คือยังไม่ได้ถึงครึ่ง ก็น่าจะครึ่งหนึ่งของเฮิร์ดอิมมูนิตี

ประเด็นที่สองก็คือ มาตรการการตรวจเชิงรุก ที่ถ้าเราจะดูสโคป (Scope) ระหว่างตั้งแต่เมษาฯ มาถึงกันยาฯ ตรงนี้ถ้าดูตัวเลขนะครับ ของกรมวิทยาศาสตร์ฯ ปรากฎว่าตอนเดือนเมษาฯ นี่ครับอาจารย์ ทั้งเดือนก็คือเชิงรุก RT-PCR อย่างเดียวนะครับ ล้านสี่ หนึ่งล้านสี่ แล้วก็พบผู้ติดเชื้อประมาณ 5 หมื่น มาพีคเชิงรุกกันเยอะๆ เนี่ยนะฮะกรกฎาฯ สิงหาฯ ยอดไปแตะทะลุอยู่ที่สองล้าน ยอดผู้ติดก็ประมาณ 3-4 แสน จากตรวจเชิงรุก ปรากฎว่าตอนนี้ในเดือนกันยาฯ นะครับอาจารย์ ทั้งเดือนที่แล้ว การตรวจเชิงรุกมันถดถอยลง มันตกอยู่ไปที่ล้านสี่ แต่มันล้านสี่เท่ากับเมษาฯ เลย ตอนที่โควิดระบาด แต่ที่มันเป็นที่น่าสนใจก็คือว่า หลังจากเราโดนเดลตาเนี่ย ส่วนล้านสี่…

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

วีระ : เอ้า…ไม่…ทั้งหมดที่คุณพูดมาไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับนายกฯ เลยอ่ะ

ปลายสาย : คืออย่างนี้ครับอาจารย์…

วีระ : ทั้งหมดที่คุณพูดมาไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับนายกฯ เลย…ทำไม

ปลายสาย : เอ่อ…การที่ท่านนายกฯ ประกาศ…ประกาศเปิดประเทศเนี่ย ก็คือประกาศโดยที่…โดยที่มาตรการของการเปิดประเทศเนี่ยครับ หลายๆ ประเทศอย่างเช่นที่สวีเดน เดนมาร์ค เค้าตรวจเชิงรุกมาก แต่เค้าเจอโควิดน้อย อัตราส่วนการเจอของเขาประมาณ 1 กว่าเปอร์เซนต์เองนะฮะ แต่บ้านเราเนี่ยคือเชิงรุกที่ผมบอกเนี่ย…เชิงรุกเนี่ย มันดรอปลงมา แต่ก็คือหมายถึงว่าตรวจน้อยลง แต่นัยยะของการเกิดมากขึ้น ประมาณ 20 กว่าเปอร์เซนต์ นี่คือข้อที่หนึ่ง

ข้อที่สอง ต่างประเทศเขาเปิดประเทศไปแล้ว เขาเปิดเมื่อเฮิร์ดอิมมูนิตีถึง 70% บางประเทศเป็น 80% แต่ของเราเนี่ย เราเลือกที่จะเปิดนะครับ ตอนที่เราไม่ได้เฮิร์ด แต่เราได้แค่ 63% ตรงนี้ เพราะฉะนั้นนี่คือความน่าเป็นห่วงนะครับ ของการเปิดประเทศครั้งนี้ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเปิดปุ๊บ พฤศจิฯ คลายล็อก ธันวาฯ แอลกอฮอล์ได้นะครับ ในช่วงสองสัปดาห์หลังจากนั้น สองสัปดาห์ครึ่ง สองสัปดาห์ การระบาดอย่างเช่นที่นักวิชาการออกมาให้ความน่าเป็นห่วงความกังวลก็คือ อาจจะกลับมาที่ 2-3 เท่า

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

วีระ : ก็ไม่เป็นไร กลับมาก็ปิดใหม่ กลับมาก็ปิด ไม่เห็นมีปัญหา

ปลายสาย : คือเรา..

วีระ : คือเราเคยติด แล้วก็ควบคุมจนตัวเลขมันลดลงมา แล้วมันก็ระบาดใหม่ เราก็ปิดปิดปิดปิดปิด มีมาตรการโอเค เอบีซีดีอีเอฟ เอ้า เราเปิด เราเปิดแล้วมันติด อย่างวันละล้านคนก็ได้เอ้า วันละแสนก็ได้ เราก็ปิดประเทศ ไม่เห็นจะต้องไปตื่นเต้นอะไรเลย ก็มันมีปัญหาก็แก้ปัญหา แล้วตอนนี้ ตอนนี้เขามองว่ามันเปิดประเทศได้ เขาก็เปิด แล้วถ้ามันเปิดไปแล้วมีปัญหาก็ปิด ก็แค่นั้นแหละ

ปลายสาย : สมมติว่า อันนี้เรามองในทัศนะนักธุรกิจนะอาจารย์…

วีระ : ไม่ต้องมอง ไม่ต้องมองทัศนะไหน ถ้ามันติดเยอะๆ แล้วเขาเห็นว่ามันอันตรายเขาก็ปิดเองอ่ะ ไม่เห็นมันจะต้องไปตื่นเต้นอะไร

ปลายสาย : เอ่อ…ผมคิดว่า คิดว่า ผมคิดว่าการเชิงรุกเนี่ยเป็นมาตรการที่สำคัญ การลาดตระเวนให้น้อยลง

วีระ : จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ไม่สำคัญหรอก ประเด็นก็คือว่าถ้ามันติดเยอะก็ปิดเองอ่ะคุณ…ขนาดติดสองหมื่น เราก็อยู่มาแล้ว ตอนนี้ติดหมื่นนึง เราก็อยู่กับมันได้ ถ้าเกิดมันจะติดเหลือ 5 พันเราก็อยู่กับมันได้ แล้วถ้ามันทะลุเป็นหมื่นสองหมื่น เอ้า ถ้ามันถึงระดับที่เขาบอก อูย อย่างนี้ดูแลไม่ไหวเว้ย เดือดร้อนแล้ว เขาก็ปิดประเทศเองอ่ะ

ปลายสาย : แล้วถ้าเป็นไปลักษณะสลับปิด-เปิดไปอย่างนี้

วีระ : ไม่รู้ ผมไม่ทราบ แต่ผมว่าง่ายๆ คิดไม่ต้องอะไรซับซ้อนแบบผมเลยนะ คือใครเอาตัวเลขตัวเลิกมา อะไรมา มันจะต้องทำนู่น ไม่รู้ ถ้ามันติดเยอะเขาก็ปิดเองอ่ะ ผมมั่นใจ ผมมั่นใจเลยว่าถ้ามันติดก็เอ้า พอเปิดประเทศมาปั๊บ สองอาทิตย์เพิ่มขึ้นเป็นห้าหมื่น เขาก็ต้องปิดอยู่แล้ว

ปลายสาย : ถูกต้อง

วีระ : เอ่อ…คุณเป็นห่วงอะไรนักหนาล่ะ

ปลายสาย : ก็มีเพื่อนๆ รวมทั้งตัวผมก็ ธุรกิจนะฮะ เอ่อ เราก็เปิดร้านเนี่ยแหละฮะ

วีระ : เขาเปิดร้าน ถ้าเกิดเปิดร้านแล้วเปิดไม่ได้ก็ปิด

ปลายสาย : เม็ดเงินที่ซับลงไปนะ

วีระ : เอ้า อันนี้คุณก็ต้องคำนวณเอาสิ ปัดโถ่เอ๊ย คุณก็ต้องคิดสิ คุณมีปัญญาคิดได้ขนาดนี้ว่าอย่างนั้นอย่างนี้นี่

ปลายสาย : (หัวเราะ) ครับ ก็ แต่แต่แต่แต่…แต่ก็ต้อง…ก็ต้องนะ…ก็ต้อง

วีระ : คุณจะเปิดร้านอะไรก็ตามที เอ้า ถ้าคุณเปิดแล้วคิดว่าเปิดตอนนี้เสี่ยง คุณจะเปิด ก็ลองคิดดูว่าเรามีความเสี่ยงที่จะเปิดร้านแล้วเจ๊งเดี๋ยวก็ปิดใหม่ เราไม่ต้องเปิด ก็ปิดไปสิ เอ้อ ปิดไป

ปลายสาย : ถูกต้องครับ แต่สิ่งที่อยากจะสะท้อนให้ภาครัฐมองเห็นก็คือว่า ถ้าคุณเลือกที่จะเปิดเชิงรุก คุณต้อง ต้อง ต้องหนักหน่วงกว่านี้ คุณดรอปตรงนี้เนี่ยมันความเชื่อมั่นของประชาชนเขาเห็นตัวเลขนะครับ

วีระ : ไม่มี ความเชื่อทั่วไปประชาชนเขาไม่ได้อ่านละเอียดขนาดนั้นหรอก ประชาชนทั่วไปเขาก็ธรรมดา รัฐบาลว่าไงก็ว่างั้น…นี่พูดกันแบบตรงๆ ไม่ต้องมาซับซ้อนมากเลย ด่าบ้างอะไรบ้างเป็นเรื่องตามเรื่องตามราว เอ้อ จะถามว่า โห ต้องมานั่งดูตัวเลข เป็นหมื่นเป็นล้าน ผมว่าไม่มีหรอก มีพวกคุณนั่นแหละทำ ผมไม่ทำ ผมเองยังไม่ทำเลย ตัวผมเองยังไม่ดูเลยว่ามันจะตรวจแค่ไหนยังไง มันเรื่องของมึง เอ้อ จริงๆ นี่พูดตรงๆ นะ ผมอ่านข่าวทุกวัน ผมนั่งตรวจข้อมูลทุกวัน EOC ของกระทรวงสาธารณสุข ผมยังขี้เกียจอ่านเลยบางวัน 40-50 หน้าคุณ คุณจะไปนั่งสนใจอะไรขนาดนั้นได้ไง ชีวิตอ่ะ เออ คุณทำธุรกิจอะไร ประทานโทษ บอกว่าทำธุรกิจอ่ะ

ปลายสาย : ครับก็ คือผมอยู่ในอนุกรรมาธิการการปกครอง ซึ่งก็ต้องดูเรื่องนี้

วีระ : โอ้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวใหญ่เลย พวกการมงการเมืองอ่ะ ไปเหอะ อย่ามาคุยเลย เออ อยู่พรรคก้าวไกลใช่ไหม

ปลายสาย : ใช่ๆๆ

วีระ : เออ วางสายไปเลย

ปลายสาย : อ่า ผมแค่มาแชร์ข้อมูล…

วีระ : วางสายไปเลย วางสายไปเลย วางสายไปเลย วางสายไปเลย วางสายไปเลย อนุอะแนะอะไรไม่เกี่ยวข้องอ่ะ ไปเอาเหลี่ยมการเมืองมา วางสายไปเหอะ

ปลายสาย : ไม่ได้เหลี่ยม อันนี้เป็นข้อมูล

วีระ : ถึงเป็นข้อมูลก็ไม่มีใครบ้าขนาดคุณไปสนใจอะไรขนาดคุณหรอก

ปลายสาย : แล้วเราเอาข้อมูลมาคุยกันไม่ได้เหรอครับ

วีระ : คุยได้ แต่ถามว่าคุยไปเพื่อ? ผมก็บอกคุณแล้วว่า ถ้ามันติดเยอะเขาก็ปิด

ปลายสาย : อาจจะมีประโยชน์กับคนที่เขา…

วีระ : ไม่มีประโยชน์อะไรเลยครับ

ปลายสาย : คืออย่างคนที่เขาไม่ได้รู้ตัว

วีระ : ไม่รู้ก็ไม่รู้ไป ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ที่เข้ามาพูดไม่มีประโยชน์เลย

ปลายสาย : อ่อ ไม่มีประโยชน์เลย

วีระ : ไม่มีประโยชน์เลยสำหรับผม

ปลายสาย : ต้อง…แล้วมองโพสิทีฟทิงค์กิง (Positive Thinking หรือคิดในทางบวก) หน่อย

วีระ : นี่ๆๆๆๆ ไม่ต้องถีบเถิบอะไรหรอก ผมถีบออกจากรายการเลย เดี๋ยวนี้เลย

ปลายสาย : โอเค ขอประทานอภัยอาจารย์

วีระ : ไม่ต้อง ไม่ต้องอภัย ไม่ต้องอภัย ต่างคนต่างพูด ไม่ต้องอภัยกัน

ปลายสาย : ผมก็แสดง คือแบบ

วีระ : ผมก็ให้คุณแสดง ผมก็แสดงของผมไง คุณแสดงความเห็นได้ ทำไมผมแสดงความเห็นไม่ได้เล่าคุณ รายการสิทธิเท่ากันน่ะ

ปลายสาย : ได้ๆๆ อันนี้ได้

วีระ : ได้สิ ไม่ได้ยังไง มันต้องได้ คุณแสดงความเห็น มาแสดง ผมก็มีแสดงความเห็นน่ะ ใช่ไหม เอ้อ ก็ผมยังบอกด้วยซ้ำไปว่า ถ้ามันติดกันมากๆ เขาปิดประเทศ เอ้อ

ปลาย : ครับ

วีระ : เอ้อ แล้วไง ก็แสดงความเห็น ก็แสดงความเห็น เราก็แสดงความเห็น ผมไม่ต้องอ้างคนฟังคนเฟิง ประโยคประเยิค ผมไม่สนใจหรอก บอกตรงๆ เพราะแต่ละคนเขาตามข้อมูลกันละเอียดอยู่แล้ว

ปลายสาย : ผมก็คิดอย่างนั้นว่า

วีระ : ถ้าคิดอย่างนั้น ถ้าคิดอย่างนั้นก็ ไอ้ที่คุณพูดมาเขารู้อยู่แล้ว เรื่องจะต้องมีมาตรการป้องกัน เตรียมการ เขารู้อยู่แล้ว คนที่เขามาออกมาตรการ ออกข้อกำหนด เขาไม่ใช่ควาย เขารู้เรื่องน่า เอ้อ ผมบอกแล้วว่าผมเก่งน้อยกว่าเขา เอ้า ผมเก่งน้อยกว่าเขา เก่งน้อยกว่าบรรดาคนที่ปรึกษา บรรดาคนที่เป็นกรรมการ เป็นอธิบดี เป็นคนดูแล เขามีข้อมูลมหาศาลมากกว่าเราเยอะ เราขี้ปะติ๋ว อ่านที่เขาสรุปมาไปคุยอะไรต่อได้ ต้องสังวรณ์เอาไว้ อย่าไปคิดว่าข้อมูลที่คุณมีแค่นั้นโอ้โหเต็มที่แล้ว เศษข้อมูลนะจะบอกให้

ปลายสาย : ครับอาจารย์

วีระ : เออ ขอบพระคุณ

ปลายสาย : ขอบพระคุณครับ

หลังวางสาย นายวีระ กล่าวว่า “อนุอะแนะอะไร อนุกรรมาธิการอะไรของสภาอะไรเนี่ยนะ”

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อะไรที่แสดงความคิดเห็นแบบนี้ ใครจะเห็นอะไรก็ได้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคิดเหมือนกัน ผมเห็นอย่างนี้ คุณจะต้องเห็นเหมือนผม

นายวีระกล่าวว่า ไม่ใช่ เขาขอแสดงความเห็น ตนก็แสดงความเห็นเท่ากัน แต่ที่เขาแสดงมาไม่มีประโยชน์สำหรับตน เพราะคิดว่าเขาไม่รู้อะไรมากกว่าตน พูดตรงๆ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรพวกนี้ ตนรู้ระบบข้อมูลที่เขาป้อนกันเข้ามา ที่เรารับรู้การแถลงข่าวของหมอ แสบทั้งนั้น คิดว่าที่เราคิดว่าจะห่วงเรื่องระบาด การตรวจ เขาไม่คิดเหรอ เขาคิด เขากลัวพลาดจะตาย เขารู้ว่าถ้าเปิดประเทศแล้วมันมีปัญหาก็ต้องปิด มันฉิบหายเขารู้ พวกเขาต้องเผื่อแล้วเผื่ออีก คิดสถานการณ์เลวร้ายเอาไว้แล้ว

“อันหนึ่งคุณต้องเข้าใจให้ชัดๆ นะว่า เวลาเราพูดเนี่ยเราต้องรู้ว่าตัวเราเนี่ยยึดโยงอะไร ยึดโยงกับการเมือง ยึดโยงกับฝั่งฝ่ายยังไง เราต้องรู้ตัวเรานะ บางคนมาแบบเนียนๆ อย่างนี้ ผมถึงต้องถามไงว่ามาจากไหน ใช่ไหม ถ้ามาจากอันนี้เขาก็อธิบายอย่างนี้ มาอธิบายอย่างนี้ เราไม่แปลกใจหรอก เราอ่านข่าวมา พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วย เราไม่แปลกใจ กูเป็นพรรคฝ่ายค้านในทางการเมืองมันก็ต้องมีอยู่แล้ว ประเทศไทยไม่ไหวแล้วต้องเปิด พอเปิดก็เปิดไม่ได้ เปิดแล้วฉิบหาย ต้องผิด ผมคิดอยู่ในใจ แล้วกูที่อยู่ในประเทศไทย ฟังมึงสองคนสองฝ่าย กูจะทำยังไงกับชีวิตดี” นายวีระ กล่าว

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า สำหรับชื่อ “ชนะสิทธิ์” กับ “อนุกรรมาธิการการปกครอง” ที่ปลายสายระบุถึง จากการสืบค้นพบว่า ในคณะอนุกรรมาธิการการปกครอง คณะที่สอง ของรัฐสภา พบว่ามีชื่อของ นายชนสิษฎ์ ยอดฉิม เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการ และเป็นหัวหน้าสาขาพรรคสมุทรปราการ พรรคก้าวไกล แต่ไม่ยืนยันว่าเป็นคนเดียวกับปลายสายหรือไม่

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO


ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *