ภาพไฮไลต์

ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราช ยัน ผลการศึกษา ฉีดวัคซีนไขว้ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน กระตุ้นเม็ดเลือดขาว เผย ไทยกำลังเจรจาผู้ผลิตวัคซีน รุ่น 2 แต่คาดมาไม่ทันปลายปี ย้ำ! วัคซีนลดติดเชื้อ ลดเสียชีวิต

วันที่ 21 ก.ค. ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าวประเด็นวัคซีนโควิด-19 ว่า ปีนี้แตกต่างจากปีที่ผ่านมา เพราะปีนี้เรามีสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) ซึ่งแพร่ระบาดเร็ว และทั่วโลกเจอเหมือนกัน โดยไทยตอนนี้ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมควบคุมโรค พบว่า ยังมีอัลฟา (อังกฤษ) และเดลตา กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเบตา อยู่บ้างส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ ขณะสายพันธุ์แลมบ์ดายังไม่มีเข้ามา

ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ปัจจุบันมีวัคซีนใหญ่ๆ อยู่ 4 แพลตฟอร์ม คือ วัคซีนชนิด mRNA วัคซีนไวรัล เวคเตอร์ วัคซีนโปรตีน ซับยูนิต ซึ่งยังไม่ได้เข้ามา และวัคซีนเชื้อตาย ข้อมูลต่างๆ ที่มีตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตอนนั้นยังไม่มีสายพันธุ์เดลตา ซึ่งช่วงนั้นต้องหาวัคซีนให้ได้โดยเร็ว เพราะเริ่มมีการแพร่กระจายโรค และเวลานั้น วัคซีนแอสตราเซเนกา ยังไม่ได้ตามต้องการ ขณะนั้นซิโนแวคก็ช่วยเราได้ดี แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

“จึงเป็นที่มาของการแนะนำการฉีดวัคซีนต่างชนิด โดยเข็มที่ 1 ซิโนแวค ซึ่งเป็นเชื้อตาย จึงให้วัคซีนซิโนแวคเข็มที่ 1 และ 3 สัปดาห์ตามด้วยวัคซีนแอสตราฯเข็ม 2 โดยทั่วไป 2 สัปดาห์ภูมิ จะสูงขึ้น เบ็ดเสร็จใช้เวลา 5 สัปดาห์ภูมิคุ้มกันสูงขึ้น” คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนอีกสูตรให้แอสตราฯ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแอสตราฯ ระหว่างเข็มที่ 1 และ 2 จะเว้นระยะถึง 10-12 สัปดาห์ และหลังจาก 2 สัปดาห์ภูมิคุ้มกันขึ้นสูง หมายความว่า ต้องใช้เวลารวมประมาณ 12-14 สัปดาห์ และมีตัวเลขงานวิจัยต่างประเทศว่า แอสตราฯเข็มเดียวไม่พอในการป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา จึงต้องฉีดสองเข็ม ทำให้มีคำถามว่า ควรฉีดให้ใกล้ขึ้นหรือไม่ แต่เราพบข้อมูลเมื่อวันที่ 14 ก.ค.2564 ที่ผ่านมาว่า ระหว่างเข็มที่ 1 และเข็ม 2 ห่างกัน 6 สัปดาห์ พบว่ามีประสิทธิภาพ 55% ยิ่งเว้นห่างออกไป มีแนวโน้มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างห่างกัน 6-8 สัปดาห์ภูมิฯ 60% หากฉีดห่างกัน 9-11 สัปดาห์มีประสิทธิภาพ 64% และหากห่างกันมากกว่า 12 สัปดาห์มีประสิทธิภาพ 81% และด้วยเหตุนี้จึงต้องเว้นระยะห่างไปถึง 10-12 สัปดาห์ แต่กว่าจะมีภูมิคุ้มกัน ต้องใช้เวลามาก จึงต้องใช้ข้อมูลทางวิชาการต่างๆ

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้วัคซีนที่เราฉีด คือ วัคซีนรุ่นที่ 1 และเรากำลังมองหาวัคซีนรุ่นที่ 2 ซึ่งขณะนี้หลายบริษัทกำลังพัฒนา เพื่อให้ครอบคลุมสายพันธุ์ต่างๆ โดยกลุ่มหนึ่งเป็นวัคซีนใหม่เลย ส่วนใหญ่ยังไม่เข้ามา ยังอยู่ระยะที่ 2 ขณะเดียวกันวัคซีนเดิม ที่เราคุ้นกับยี่ห้อกำลังพัฒนาวัคซีนรุ่นที่ 2 โดยไทยกำลังติดต่อกับบริษัทเพื่อเจรจาวัคซีนรุ่นที่ 2 ซึ่งสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ดำเนินการอยู่ แต่ที่สำคัญวัคซีนรุ่นที่ 2 ไม่มาปลายปีนี้แน่ แต่อย่างเร็วมาเป็นต้นปีหน้า แต่อีกหลายเดือนนับจากนี้จะทำอย่างไร ให้คนไทยปลอดภัย จึงเป็นที่มาของการศึกษา ว่า รุ่นที่ได้ดี ณ เวลานี้ คือ เข็มที่ 1 เป็นซิโนแวค และเข็มที่ 2 เป็นแอสตราฯ 

“การจับคู่ระหว่างเชื้อตาย และไวรัล เวคเตอร์ มีงานวิจัยในต่างประเทศ มีทั้งเรื่องประสิทธิภาพและปลอดภัยสูง อีกสิ่งหนึ่งที่ไทยกำลังทำ เพราะมีคนจำนวนหนึ่งมีคนฉีดซิโนแวคไป 2 เข็ม ที่กังวล เพราะมีการกลายพันธุ์ ก็หลักการเหมือนกัน เมื่อซิโนแวค 2 เข็ม ซึ่งกระตุ้นเป็นหลัก จึงต้องมีการกระตุ้นเข็มที่ 3 ที่มากระตุ้น นี่คือเหตุผลว่า เข็มที่ 3 ต้องเป็น mRNA หรือไวรัล เวคเตอร์ นี่คือเหตุผลที่ต้องดำเนินการ ณ ตอนนี้ ซึ่งมาจากเหตุผลทางด้านวิชาการ ทำให้สอดคล้องกับทรัพยากรที่เรามีอยู่” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราช กล่าวอีกว่า ดังนั้น วัคซีนต้องมีการฉีดมากพอ จึงจะช่วยลดการติดเชื้อ ลดการเสียชีวิต และการจะฉีดวัคซีนได้มากพอนั้น มีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ 1.วัคซีนต้องมากพอ 2.มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากพอ คือ ฉีดวันละ 3-4 แสนคน และ 3.ต้องมีคนมาให้ฉีด ดังนั้น ขอย้ำประชาชนคนไทย เมื่อมีการจับคู่วัคซีนสองชนิด และมีหลักฐานทางวิชาการ ซึ่งเมื่อกรมควบคุมโรค มีการจัดวัคซีนในปริมาณเพียงพอ ขอความกรุณามารับวัคซีน

เมื่อถามถึงกรณีการฉีดวัคซีนสลับเข็ม มีข้อห้ามหรือไม่ ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้แตกต่างจากการฉีดวัคซีนชนิดเดียวกัน ข้อห้ามน้อยมาก ยกเว้นแพ้วัคซีนจริงๆ อย่างหากใครรู้ว่าแพ้วัคซีนชนิดใดชนิดหนึ่งไปแล้วก็ไม่ควรฉีด เช่น หากแพ้แอสตราฯ จริงๆ มีข้อมูลชัดเจน เข็มสองก็ไม่ควรรับ ส่วนกรณีผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือหญิงตั้งครรภ์อายุ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ไม่มีข้อห้าม ส่วนผลข้างเคียงนั้น ก่อนหน้านี้มีข้อมูลการฉีดสลับเข็มก่อนหน้านี้ประมาณพันกว่าราย ก็ไม่พบอาการรุนแรง และขณะนี้ยังไม่พบภาวะแทรกซ้อนที่แตกต่างจากการฉีดแบบประเภทเดียวกัน แต่บางคนฉีดแอสตราฯ ยิ่งคนหนุ่มสาวมีอาการมากน้อย แต่เมื่อฉีดสลับเข็ม ยิ่งซิโนแวคเข็มแรก อาการกลับน้อยลง ดังนั้น ข้อมูล ณ เวลานี้อาการไม่พึงประสงค์ไม่น่าจะเพิ่มขึ้น แต่ต้องเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรายที่เสียชีวิตต้องมีข้อมูลเพื่อให้สังคมเข้าใจมากขึ้น

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
– Website : www.thairath.co.th
– LINE Official : Thairath


ดูข่าวต้นฉบับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *