ข่าวสดใหม่ทุกชั่วโมงส่งตรงถึงมือคุณ

หลังเกม ผีแดง เละเป็นขี้ หงส์แดง บุกขยี้คาบ้าน

0

เป็นสกอร์ที่ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเหมือนกัน ว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะพ่ายแพ้ให้กับ ลิเวอร์พูล แบบเละเทะ ด้วยสกอร์ 0-5 แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ  ซึ่งเกมนี้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวยิงจาก ลิเวอร์พูล ยังคงร้อนแรง กดแฮตทริคพาทีมเก็บ 3 แต้มสำคัญ พร้อมยัดเยียดความปราชัยเกมที่ 3 ให้กับ ปีศาจแดง และ อาจจะทำให้มีใครคนนึงต้องตกงาน เอาเป็นว่าเกม แดงเดือด ครั้งนี้ มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจให้พูด มาติดตามกันครับ

– ความเฉียบคม และ แท็คติค ว่ากันด้วยเรื่องของแท็คติค เริ่มที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ไม่ต้องเดาก็รู้เลยว่า จะเริ่มต้นด้วยแผน 4-2-3-1 และ จะจบลงด้วยระบบ 4-2-3-1 แน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลง ต่อให้คู่แข่งจะมาแท็คติคแบบไหนก็ตาม ซึ่งมิดฟิลด์ตัวรับ 2 คนลูกรัก ก็มาตามคาด คือใช้ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ กับ เฟร็ด ลงเป็นตัวจริง จริงๆแล้วช่วงเริ่มเกม แมนฯ ยูไนเต็ด มีโอกาสขึ้นนำ ลิเวอร์พูล ด้วยซ้ำ จากช็อตยิงโล่งๆในกรอบเขตโทษของบรูโน่ แฟร์นานเดส แต่ซัดเหินข้ามคานไปไกล ซึ่งนั่นทำให้รูปเกมยังเปิดกว้าง และ กลายเป็น หงส์แดง รัวกระสุนอยู่ฝังเดียว จากประตูที่ หงส์แดง ได้นั้น ต้องชมการจ่ายบอลตามช่อง, อาศัยข้อผิดพลาดจากทางฝั่งปีศาจแดง และ ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป ซึ่งเรื่องแท็คติคฝั่ง แมนฯ ยูไนเต็ด มีอะไรให้ติเตียนเพียบ โดยเฉพาะเกมเพรสซิ่ง พวกเขาไม่ได้วิ่งไล่ตะบี้ตะบันแบบถึงตัว แต่เหมือนวิ่งเพื่อประคองเท่านั้น ซึ่งประตูแรกที่เสียชัดเจนมาก ปล่อยให้แนวรุกลิเวอร์พูล เซ็ตเกมจากข้างหลัง ขึ้นสู่ข้างหน้า ต่อบอลกันแบบง่ายๆ ไม่มีใครเข้ามากดดัน นอกจากนี้ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ กองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในเกาะอังกฤษ ซึ่งเป็นเหมือนตัวความหวังที่เพื่อนๆต้องฝากผีฝากไข้ แต่แล้วก็เป็นอีกหนึ่งเกม ที่เขาสร้างข้อผิดพลาดไว้เยอะเหลือเกินทั้งการยืนตำแหน่งอันหละหลวม, ไม่ให้ซุ่มให้เสียงกับเพื่อน, การเข้าสกัดที่ไม่เด็ดขาด และ มีช็อตโดนจ่ายตัดหลัง สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้น และ มันถูกลงโทษด้วยการเสียประตูทั้งหมด อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งหมด

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

– หมดเวลาแล้ว โซลชา คงต้องไป ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะต้องถามว่าโซลชา ควรได้รับโอกาสต่อไปหรือเปล่า ? แต่ตอนนี้มันคงถึงเวลาแล้วล่ะครับ ที่ โซลชา ต้องแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่ง เพราะจากเกมที่แพ้คาบ้านต่อลิเวอร์พูล 0-5 มันบ่งบอกว่า“เขาหมดความชอบธรรมในการเป็นกุนซือ ปีศาจแดง ไปแล้ว” ดูได้จากรีแอคชั่นของแฟนบอล“ปีศาจแดง” ตามหน้า “นิวส์ ฟีดส์” เฟซบุ๊ค หรือ โซเชี่ยล ช่องทางต่างๆ ต่อให้คุณจะดูบอลหรือไม่ จะเห็นว่าแทบพร้อมใจกันสาปแช่ง / ขับไล่ น้าลูกอม ให้ออกจากตำแหน่ง แค่ฟอร์มการเล่น หรือ แท็คติคที่ใช้ ก็บอบช้ำมากพอแล้ว ยิ่งมาแพ้ให้กับลิเวอร์พูล คู่อริตลอดกาล แบบเละเทะ 0-5 เหมือนเอามีดไปกรีดแล้วควักหัวใจออกมาขยี้เล่น หรือจะดูได้จากแฟนบอลเหยียบหลักพันคน ถึงขั้นเดินออกจากสนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ทั้งๆที่เวลายังเหลือเกือบๆครึ่งชั่วโมง ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอดรนทนไม่ไหวกันแล้ว มันเป็นภาพที่ไม่คิดว่าชาตินี้จะได้เห็นเหมือนกัน หากโซลชา ไม่ประกาศลาออก แต่สถานะในทีมก็เหมือนกำลังเอาคอไปพาดอยู่บนเครื่องประหารหัวสุนัข รอเวลาให้บอร์ดบริหารสั่งตัดคอเท่านั้น ซึ่งดูจากฟอร์มอันเละเทะ ไม่มีมุมไหนเลยที่เฮียยิ้ม จะพา ปีศาจแดง กลับมายิ่งใหญ่ ทั้งๆที่ซีซั่นนี้ เสริมนักเตะมากมาย โดยเฉพาะ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ให้เวลาทำทีมก็แล้ว ให้เงินเสริมทัพก็แล้ว แต่ทุกอย่างกลับสาละวันเตี้ยลง ดังนั้นในฐานะตำนานของทีม หากเขายังอยากถูกจดจำเป็นความทรงจำดีๆสมัยนักเตะ การลาออกจากตำแหน่งกุนซือ คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่แฟนบอลปีศาจแดง อยากให้ทำมากที่สุด เพราะจะเซฟต่อไปคงไม่ไหว เขาไม่ใช่ทายาทอสูรแบบที่แฟนบอลตามหา

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

– โม ซาลาห์ ดีที่สุดในโลก ? ไม่ว่าคุณจะยกย่อง หรือ คุณจะโต้แย้ง ว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ คือนักเตะที่ดีที่สุดในโลก หากนับช่วงเวลานี้ หรือไม่ แต่เกมแดงเดือด หนนี้“อียิปต์ คิง” แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า การโชว์ฟอร์มระดับ เวิลด์ คลาส เป็นแบบไหน หลังจากทำผลงานมาสเตอร์พีซ ซัดแฮตทริคใส่ ปีศาจแดง ถึงถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นนักเตะคนแรกที่ทำได้ นับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อมาเป็นพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อปี 1992  นอกจากนี้ ซาลาห์ ก็เป็นนักเตะคนแรกในรอบ 18 ปี ที่ซัดคนเดียว3 ประตู ใส่ แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงสังเวียน โรงละครแห่งความฝัน ซึ่งคนที่ทำได้ก่อนหน้านี้ ต้องย้อนไปเมื่อ 18 ปีก่อน นั่นคือ โรนัลโด้ โล้นทองคำ สมัยเล่นให้กับเรอัล มาดริด เมื่อปี 2003 เท่านั้นยังไม่พอ จากการทำแฮตทริคของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้สร้างสถิติขึ้นมาใหม่ โดยเป็นนักเตะจากทวีปแอฟริกา ที่สามารถทำประตูบนเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้มากที่สุดแล้ว ด้วยจำนวน106 ลูก แซงหน้า ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ตำนานหัวหอกเชลซี ที่เคยทำไว้ 104 ตุง ไปแล้วเรียบร้อย ฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไร แต่หลังจบเกมแดงเดือด เสียงกระฉ่อนยกย่อง “ซาลาห์ คือผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก ของช่วงเวลานี้” ยิ่งดังมากขึ้นไปอีก เพราะ 3 ประตูที่เขายิงได้ ทำให้บังโม ซัดไปแล้ว 14 ประตู จากการลงเล่น 10 นัด และ เป็นการยิง 10 นัดติดต่อกันเข้าไปแล้ว

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

– 3 แต้ม แลกกับอาการบาดเจ็บ ชัยชนะของ หงส์แดง เป็นอะไรที่ล้ำค่ามากๆ เพราะไม่ใช่แค่เพียง3 แต้ม เท่านั้น แต่มันมีเรื่องของความภาคภูมิใจ และ ศักดิ์ศรีเข้ามาเกี่ยวข้อง ในโลกโซเชี่ยลสาวก เดอะ ค็อป ประกาศกู่ก้องความยิ่งใหญ่ ผิดกับแฟนบอล ปีศาจแดง ที่หัวร้อนด่าสะบั้นหั่นแหลก ถึงผลงานอันเละเทะของทีม อย่างไรก็ตาม3 แต้ม ของ ลิเวอร์พูล ในเกมนี้ มันต้องแลกมากับความเจ็บปวดในตำแหน่งกองกลาง เพราะต้องสังเวยผู้เล่นไปถึง 2 คน .. คนแรกเจมส์ มิลเนอร์ มีปัญหาเดี้ยงตรงหัวเข่า ต้องถูกเปลี่ยนตัวออก ตั้งแต่ยังไม่ครบ 30 นาทีแรก รวมถึง นาบี เกอิต้า ซึ่งกำลังได้รับโอกาสลงสนามเรื่อยๆ ก็โดนหามเปลออกไปอีก หลังโดน ปอล ป็อกบา เปิดปุ่มสไลด์ 2 ขา เท่ากับว่าหงส์แดง เสียมิดฟิลด์ถึง 2 คน ไประหว่างเกม ซึ่งไม่รู้ว่าเจ็บหนักมากแค่ไหน และ ต้องไม่ลืมว่า ฟาบินโญ่ ก็เจ็บไปก่อนเกม รวมถึงพวกที่เดี้ยงอยู่ก่อนแล้ว ทั้ง ติอาโก้ อัลคันตาร่า และ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ดังนั้นสามารถพูดได้เต็มปากว่ากองกลางลิเวอร์พูล กำลังเข้าขั้นวิกฤติเหมือนกันครับ ต้องภาวนาอย่าให้อย่าเจ็บกันมากกว่านี้ หรือ อย่าให้หนักนานเป็นเดือนกันเลย

– การควบคุมอารมณ์ของนักเตะ ปีศาจแดง ในอดีตที่ผ่านมา ศึกเร้ด วอร์ มันคือเกมแดงเดือด สมคำร่ำลือ มีหลายๆเหตุการณ์ที่เข้าสกัดกันอย่างรุนแรง มีใบแดงปลิวว่อนให้เห็น และ แดงเดือด ครั้งนี้ ก็มีประเด็นดราม่าให้พูดถึง เพราะด้วยสกอร์ที่ตามหลัง และ รูปเกมอันน่าหงุดหงิด ทำให้นักเตะแมนฯ ยูไนเต็ด เกิดอาการน็อตหลุด ควบคุมตัวเองไม่อยู่ โดยเฉพาะ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ออกอาการเสียทรง ไปแอบเล่นนอกเกม เตะอัดใส่ เคอร์ติส โจนส์ ล้มทั้งยืน ล้มแล้วก็เตะซ้ำอีก ไหนจะมีช็อต ปอล ป็อกบา ตัวสำรองที่ถูกส่งลงมาเล่นช่วงครึ่งหลัง ก็ถูกใบแดงไล่ออก นาที 60 หลังไปสไลด์เปิดปุ่มใส่หน้าแข้ง นาบี เกอิต้า ถึงขั้นหามเปลออกจากสนาม ต้องเล่นเพียงแค่ 10 คน เท่านั้น ตลอด 90 นาที นักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด โดนใบเหลืองไปถึง6 คน กับอีก 1 ใบแดง ขณะที่ผู้เล่น ลิเวอร์พูล ไม่มีใครโดนลงโทษสักคนเดียว ซึ่งแน่นอนว่า จังหวะเตะของ พี่โด้ มีการถกเถียงว่าควรแรงกว่าใบเหลืองหรือไม่ เพราะช็อตที่ โจนส์ ล้มลงไปแล้ว ก็ยังเตะซ้ำอีก ดูจงใจระบายอารมณ์มากกว่า แม้จะโดนบอลก็ตาม แต่มันก็เป็นการแสดงสปิริตนักกีฬา ยิ่งเป็น พี่โด้ ที่ผ่านสังเวียนค้าแข้งมามากมาย

ฮาย ฮาวดี้-


ดูข่าวต้นฉบับ

Leave A Reply

Your email address will not be published.