ข่าวสดใหม่ทุกชั่วโมงส่งตรงถึงมือคุณ

“แดงเดือด” ที่ “เฮียยิ้ม” พาลูกทีมมาตาย

0


เดือนที่แล้วผมเคยเตือนแม่ด้วยความเป็นห่วงว่าอายุมากแล้ว บางอย่างที่เคยมั่นใจว่าทำเองได้ให้ลดๆหรือบอกลูกบอกหลานดีกว่า (ไม่กล้าใช้คำว่าเจียมตัว)
คนเราจะมารู้ถึงขีดจำกัดตัวเองอีกทีก็ตอนที่มันเกิดเรื่องไปแล้ว ส่วนจะเจ็บหนักเจ็บเบาอันนี้แล้วแต่ดวง
ครับ แมนฯยูไนเต็ด ก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นคือทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดจนต้องแลกมาด้วยความพ่ายแพ้คาบ้านต่อ ลิเวอร์พูล หมดสภาพ 5-0 แถมเป็นการจบพักครึ่งด้วยสกอร์ 4-0 หนแรกในรอบ 70 ปีของสโมสรให้ชอกช้ำพ่วงติดมาด้วยอีกต่างหาก
สิ่งที่ไม่ถนัดที่ผมปูไว้ข้างต้นคือการ “เพรสสูง” อย่างกระเหี้ยนกระหือรือจนเกือบนำเร็วตั้งแต่นาทีที่ 3 จาก บรูโน่
การที่ “เฮียยิ้ม” เลือกไม่คุมโซนเพื่อรอสวน (อันเป็นแนวทางถนัด) อาจมีนัยนะสำคัญหลักๆที่ผมขอเดาว่า
1. กำลังห้าวจากการ “คัมแบ็ค” ชนะ อตาลันต้า ใน UCL 2. อยากเป็นผู้ริเริ่มเข้าทำก่อนเพื่อส่งสัญญาผ่านวิธีการเล่นว่าอันดับต่ำกว่าแต่ฝีตีนไม่เป็นรอง และ 3. รู้สึกขวางหูขวางตากับสถิติไร้พ่ายของ “หงส์แดง” จนอาสาขอลงมือเอง
แต่การเล่นลักษณะนี้ “ปีศาจแดง” จบไม่เคยสวย อย่างที่เราทราบกันดีว่าธรรมชาตินักเตะชุดนี้ไม่สอดคล้องกับการเล่นวิธีนี้ คือถ้าหลุดจากหน้ามา แดนกลางและแนวรับที่อ่อนแออยู่แล้วจึงรับไปเต็มๆ
แถมดันมาท้าทายในวันที่ต้องมาเจอทีมต้นตำรับการโต้ของทีม JK ที่บอกเลยว่าแกะ “เพรส” ที่ โอลด์แทรฟฟอร์ด ง่ายกว่าแกะ “สิว” เยอะ
กว่าฝั่ง ยูไนเต็ด จะมารู้ตัวอีกทีว่าเล่นแบบนี้มีแต่พังกับพังก็ถูก “หงส์แดง” ยิง 2-0 ใน 14 นาทีก่อนที่ประตูอื่นๆจะไหลตามติดกันมาโดยมีแนวรับของเจ้าถิ่นช่วยปูทางให้ทุกลูก
ทุกๆครั้งที่บอลถูกแกะหลุดมาได้ นักเตะ “ปีศาจแดง” จะวิ่งกันเป็นผึ้งแตกรังและ panic กันอย่างหนัก
ลองดูไฮท์ไลท์กันได้ครับว่าความเข้าใจว่าใครจะทำหน้าที่อะไร ใครควรยืนตำแหน่งไหนหรือใครควรเข้าก่อนแล้วให้อีกคนรอง คือไม่มีเลย
ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาพยายามกวด focus ไปที่บอลโดยที่ฝั่ง ลิเวอร์พูล ทำชิ่งเร็วเพื่อดึงตัวเปิดพื้นที่ให้เลือกเล่นเพียบ
ทั้งนี้ทั้งนั้นผมมองว่าแดนกลาง ลิเวอร์พูล มีอยู่ช่วงนึงเล่นไม่ค่อยดีเสียบอลง่ายๆจนถูกโต้กลับไม่ต่ำกว่า 4-5 ครั้งแต่เจ้าบ้านไม่สามารถฉวยโอกาสได้แม้แต่หนเดียว
ผมอยากถามเหลือเกินว่าแท็คติกส์การให้ ลุต ชอว์ ทิ้งตำแหน่งแบ็คของตัวเองมาช่วยเซนเตอร์มันมีประโยชน์อะไร มันเห็นอยู่ว่าเสียประตูในลักษณะนี้แทบทุกนัด
มันยิ่งทำให้เพื่อนที่ยืนเซนเตอร์เล่นยาก ดังเราจะเห็นได้ว่าลูก 2-0 ของ ดิโอโก้ โชต้า ก็มาจากการที่ ชอว์ ไปกั๊กกับ แม็คไกวร์ ซึ่งมันควรเป็นฝ่ายหลังที่เข้าจังหวะนี้แล้ว ชอว์ ถ่างออกไปคุมแบ็ค
ผมยังเชื่อว่า “เฮียยิ้ม” สั่งให้เล่นแบบนี้ ถ้าไม่สั่งไม่มีทางที่ ชอว์ จะดื้อขัดคำสั่งหุบมาช่วยตลอดทุกนัดได้เลย
ทั้งนี้ทั้งนั้นใบแดงของ พอล ป็อกบา ในนาที 60 อาจพูดได้ว่าทำให้ “เฮียยิ้ม” ตัดสินใจ “หมอบ” ด้วยการถอด มาร์คัส แรชฟอร์ด และ บรูโน่ แฟร์นานเดซ เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะลูก 6 ลูก 7 ที่คงเป็นอะไรที่อัปยศเอามากๆ
เกม “แดงเดือด” จึงไม่มีความน่าตื่นเต้นหรือน่าจดจำใดๆในช่วง 30 นาทีสุดท้ายนอกจากจังหวะชนคานของเจ้าถิ่นและ เด เกอา เซฟลูกยิงของ TAA
เช่นเดียวกับฝั่ง “หงส์แดง” ดูแล้วเหมือนอยากได้คลีนชีทกลับบ้านและไม่อยากเสี่ยงเจ็บหลังดูเหมือนทางนักเตะเจ้าถิ่นเข้าบอลติดดาบอารมณ์ค้าง
ในเคสใบแดงของ ป็อกบา (ซึ่งถูกเปลี่ยนลงมาและอยู่ในสนามไม่ถึง 20 นาที) ผมว่าเป็นอะไรที่ยังพอรับได้กับการตัดสินใจเปิดปุ่มเลาะหน้าแข้ง เกอิต้า หลัง บรูโน่ ส่งบอลมาล้นเกินไป
แต่ที่น่าเกลียดและไม่ “มืออาชีพ” คือจังหวะใบเหลืองของ คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ที่หัวร้อนเก็บทรงไม่อยู่จนเลือกมาระบายอารมณ์ใส่ เคอร์ติส โจนส์ แม้กระทั่งซ้ำตอนน้องมันล้มตัวนอนถึง 2 ทีติด เห็นแล้วไม่ต่างอะไรกับ เปเป้ ป. ประมุข
สำหรับ ลิเวอร์พูล นี่เป็นชัยชนะที่ได้มาแบบเฮไม่สุดเสียงหลังต้องแลกมาด้วยการเสียนักเตะแดนกลางไป 2 คนคือ เจมส์ มิลเนอร์ และ เกอิต้า โดยที่ฝ่ายหลังทำท่าจะหนักเพราะปกติยืนเล่นปิงปองเฉยๆก็เจ็บแล้ว โดนเต็มๆแบบนี้ดูแล้วอาจเป็นเดือน
เพิ่มลิสเป็น 4 ต่อจาก ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ และ ฟาบินโญ่ เป็นการบ้านที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ต้องเฝ้าระวังเพราะสถานการณ์แบบนี้มันไม่ต่างจากซีซั่นก่อนที่เซนเตอร์หายเกลี้ยง 3 ตัว
ทีนี้ประเด็นที่น่าสนใจมากที่สุดในมุมของ “ปีศาจแดง” คือความพ่ายแพ้ที่โดน 5 ลูกจากการเล่น 11 ตัวเท่ากันคาบ้านเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
แม้กระทั่ง แกรี่ เนวิลล์ เพื่อนรัก “เฮียยิ้ม” ที่ปกป้องมาตลอดก็ให้สัมภาษณ์คล้ายๆที่ผมพูดถึงเรื่อง “เพรส” คือไม่เข้าใจเพื่อนว่าปกติเล่น “เคาเตอร์” ดีๆอยู่แล้วแต่ทำไมวันนี้เลือกเพรส
ตอนแพ้ เลสเตอร์ ก็ไปเพรสก็เห็นๆอยู่ว่าทิ้งช่องเยอะแถม คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ไม่ใช่พวกเพรสอยู่แล้ว (ดูอายุด้วย)
แม้หลังจบเกมจะมีแฟนบอลที่ยังไม่กลับบ้านปรบมือในระหว่างที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เดินออกจากสนาม
แต่ในแง่การบริหารทีม “เฮียยิ้ม” ไม่เหลือเหตุผลใดๆที่จะอยู่ในตำแหน่งอีกแล้ว นักเตะชุดนี้ผมเชื่อ (และมั่นใจ) ว่าหากอยู่ในมือของผู้จัดการทีมที่ “ช่ำชอง” แท็คติกส์ การเล่นจะไม่ออกมาเหมือนที่เราเห็นในซั่นนี้แน่
มันไม่เกี่ยวว่าบอสชาว นอร์เวย์ ต้องการผู้เล่นในตำแหน่งไหนอีกแล้ว มันอยู่ที่ว่า โซลชา ไม่เก่งพอหรือพูดง่ายๆว่ามือไม่ถึงที่จะ “ดัดแปลง” ทรัพยากรที่มีอยู่​ (ซึ่งไม่ใช่ขี้ๆ) ให้ไปได้ไกลกว่านี้
หลักฐานง่ายๆคือตัว “ผู้เล่น” ของ เวสต์แฮม, ไบรจ์ตัน ที่อันดับอยู่เหนือ “ปีศาจแดง” ตอนนี้ดีกว่าตรงไหน?
หรือแม้กระทั่ง เบรนท์ฟอร์ด ที่ยังมีระบบมีแนวทางที่ชัดเจน มันก็เพราะผู้จัดการทีมเพราะระบบและแท็คติกส์ที่นำพาพวกนี้มา
การทำทีมที่ดูแล้ว “เฮียยิ้ม” ไม่น่าเข็นไปไกลกว่านี้ การมีแต้มต่อจากการถือการ์ด “ตำนาน” มันหมดอายุแล้วครับ
อยู่ที่บอร์ดบริหารอย่างเดียวว่าอยากเห็นภาพแฟนบอลเดินกลับบ้านตั้งแต่พักครึ่งอีกกี่เกม
สเปอร์ส, อตาลันต้า , แมนฯซิตี้, วัตฟอร์ด, บีญาร์เรอัล และ เชลซี ต้องมีซักนัดในนี้แน่ๆครับ…
สถิติ สถิติ สถิติ

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

โม ซลาห์ ตอนนี้ยิงใน พรีเมียร์ลีก ไปแล้ว 106 ประตูแซงหน้าเป็นที่ 1 ดาวซัลโว “แอฟริกัน” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว (ดิดิเยร์ ดร็อกบา 104 ลูก)

โฆษณา – อ่านบทความต่อด้านล่าง

ซาลาห์ กลายเป็นแข้ง “หงส์แดง” คนแรกในประวัติศาสตร์ที่ยิงประตูใส่ แมนฯยูฯ ที่ โอลด์แทรฟฟอร์ด ได้ 3 เกมติด

“โม” เป็นนักเตะคนแรกที่บุกมายิงแฮทริคถึง โอลด์แทรฟฟอร์ด ในรอบ 18 ปีโดยคนสุดท้ายที่ทำไว้คือ โรนัลโด้ (โด้อ้วน) ในเกม แชมเปี้ยนส์ลีก ที่พบ เรอัล มาดริด เมื่อปี 2003

มีเพียงแค่ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ คนเดียวเท่านั้นที่ยิงประตูติดต่อกัน (8 เกม ปี พฤศจิกายน 2013- กุมภาพันธ์ 2014) มากกว่า ซาลาห์ (7 เกม)

“บัง” ยังสร้างสถิติแบบไม่รู้จบเมื่อตอนนี้ยิงประตูทุกรายการ 10 นัดติดโดยหากนับตั้งแต่ฤดูกาล 2017-18 มีนักเตะเพียง 4 คนใน 5 ลีกใหญ่ที่ทำได้หลังก่อนหน้านี้มีทั้ง คริสติอาโน่ โรนัลโด้ (เมษายน 2018), ดูวาน ซาปาต้า (มกราคม 2019) และ โรเบิร์ค เลวานดอฟสกี้ (3 หน)

ลิเวอร์พูล เป็นเพียงทีมที่ 2 ในประวัติศาสตร์ลีกสูงสุดที่ชนะเกมเยือนติดต่อกันด้วยด้วยการยิงผลต่าง 5+ และไม่เสียประตูโดยทีมแรกที่ทำไว้คือ แมนฯยูไนเต็ด ในปี 1960

ประตูที่ นาบิล เกอิต้า ยิงได้ตั้งแต่นาทีที่ 5 เป็นประตูที่เร็วที่สุดในลีกที่ ลิเวอร์พูล เคยทำได้ที่ โอลด์แทรฟฟอร์ด

“หงส์แดง” เพิ่มสถิติไร้พ่ายในลีกเป็นนัดที่ 18 ในขณะที่นอกบ้านยิงไม่ต่ำกว่า 3 ลูกมา 5 เกมติด (เฉพาะลีก) รวมแล้วเบ็ดเสร็จ 17 เม็ด

แมนฯยูฯ ตามหลัง 2-0 ใน 13 นาทีแรกเป็นหนแรกนับตั้งแต่ นิวคาสเซิ่ล ทำได้เมื่อเดือนตุลาคม 2018

แมนฯยูฯ ตามหลังช่วงพักครึ่ง 4 ลูกเป็นหนแรกใน พรีเมียร์ลีก

“ปีศาจแดง” แพ้คาบ้านต่อ ลิเวอร์พูล ย่อยยับที่สุดและนี่ยังเป็นหนแรกที่ถูกคู่แข่งบุกมาถล่ม 5+ แบบ “กินไข่” นับตั้งแต่แพ้ แมนฯซิตี้ 5-0 (1955)

แมนฯยูฯ ถูก “จดชื่อ” ในเกมพ่าย ลิเวอร์พูล 5-0 ถึง 7 ครั้ง (เหลือง 6 แดง 1) ถือ เป็นสถิติในลีกเทียบเท่า 7 ใบเหลืองที่เคยทำไว้ในเกม พบ สเปอร์ส และ เชลซี ในเดือน กุมภาพันธ์ และ กันยายน 2008 ตามลำดับ

ยูไนเต็ด ชนะแค่ 1 จาก 10 นัดหลังสุดในพรีเมียร์ลีกที่เจอกับ ลิเวอร์พูล (เสมอ 6 แพ้ 3)

แม้นี่คือ “ใบแดง” ที่ 17 ในเกม “แดงเดือด” (เฉพาะในพรีเมียร์ลีก) ซึ่งดูเหมือนเยอะแล้วแต่ เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ แมทช์ ครองแชมป์ มีว่อนถึง 22 ใบเลยทีเดียว


ดูข่าวต้นฉบับ

Leave A Reply

Your email address will not be published.